 |
กรณีที่
1
การเชื่อมต่อแบบ Point to Point
โดยมีจำนวน Site เป็น 2
sites ทำ Routing
เป็นแบบ Static และ
encapsulation เป็น ppp
สมมุติว่าเรามีจำนวน site
เป็น 2 site
และมีการเชื่อมต่อดังรูปที่ 1 โดยกำหนดค่า ip
เป็นดังนี้
- Wan IP : เป็น 192.168.0.0/30
นั่นคือจะมี ip
ในกลุ่มนี้ทั้งหมดเป็น 4 ip คือ
192.168.0.0 - 192.168.0.3 แต่ไอพี 192.168.0.0 เป็น
network ip และ ไอพี 192.168.0.3
เป็น broadcast ip
ซึ่งนำมาใช้งานปกติไม่ได้
จึงเหลือไอพีที่ใช้งานทั่วไปได้ 2 ip
คือ 192.168.0.1
ซึ่งกำหนดให้เป็นไอพีของ serial port (s0)
ของ router A
และอีกไอพีคือ 192.168.0.2 ซึ่งกำหนดให้เป็นไอพีของ
serial port (s0) ของ
router B ดังรูปที่ 1
- Lan IP ด้าน A :
ในที่นี้กำหนดเป็น 192.168.11.0/24
นั่นคือจะมีไอพีใช้งานเป็นหนึ่ง class c
คือ 254 ip (ไม่นับ
network ip และ broadcast
ip) คือ 192.168.11.1 - 192.168.11.254
โดยในที่นี้กำหนดให้ไอพี 192.168.11.1 เป็นไอพีของ
ethernet port (e0) ของ router A
และไอพีสำหรับเครื่องพีซีกำหนดให้ใช้ตั้งแต่
192.168.11.11 เป็นต้นไป ดังรูปที่ 1
- Lan IP ด้าน B
: ในที่นี้กำหนดเป็น 192.168.12.0/24
นั่นคือจะมีไอพีใช้งานเป็นหนึ่ง class c
เช่นกัน คือ 254 ip (ไม่นับ
network ip และ broadcast
ip) คือ 192.168.12.1 - 192.168.12.254
โดยในที่นี้กำหนดให้ไอพี 192.168.12.1 เป็นไอพีของ
ethernet port (e0) ของ router B
และไอพีสำหรับเครื่องพีซีกำหนดให้ใช้ตั้งแต่ 192.168.12.11
เป็นต้นไป ดังรูปที่ 1

รูปที่ 1 การเชื่อมต่อเราเตอร์แบบ
Point to point โดยมีจำนวน site
เป็น 2 sites
การคอนฟิก
ที่ router A
ให้ทำการคอนฟิกดังต่อไปนี้ :
Router>
Router>ena
Password:
Router>conf t
Router(config)#hostname site-A
site-A(config)#int s0
site-A(config-if)#ip address 192.168.0.1 255.255.255.252
site-A(config-if)#bandwidth 128
site-A(config-if)#encapsulation ppp
site-A(config-if)#no shut
site-A(config-if)#exit
site-A(config)#int e0
site-A(config-if)#ip address 192.168.11.1 255.255.255.0
site-A(config-if)#no shut
site-A(config-if)#exit
site-A(config)#ip route 192.168.12.0 255.255.255.0
192.168.0.2
site-A(config)#exit
site-A#wr mem
ที่ router B
ให้ทำการคอนฟิกดังนี้ :
Router>
Router>ena
Password:
Router>conf t
Router(config)#hostname site-B
site-B(config)#int s0
site-B(config-if)#ip address 192.168.0.2 255.255.255.252
site-B(config-if)#bandwidth 128
site-B(config-if)#encapsulation ppp
site-B(config-if)#no shut
site-B(config-if)#exit
site-B(config)#int e0
site-B(config-if)#ip address 192.168.12.1 255.255.255.0
site-B(config-if)#no shut
site-B(config-if)#exit
site-B(config)#ip route 192.168.11.0 255.255.255.0
192.168.0.1
site-B(config)#exit
site-B#wr mem
ถ้าการคอนฟิกและการเชื่อมต่อไม่มีปัญหาก็จะทำให้
site ทั้งสองสามารถติดต่อกันกันได้
การทดสอบก็สามารถทำได้ด้วยการใช้คำสั่ง ping
ครับ
การดูค่าของ
routing
การดูค่า routing ที่
router A ให้ใช้คำสั่งดังนี้ :
site-A#show ip route
ก็จะมีค่าความหมายของตัวย่อต่าง ๆ
แสดงขึ้นมาหลายค่าครับ แต่ในส่วนท้ายจะมีค่าแสดงดังนี้
:
-----------------------------------------------------------------------------
C
192.168.11.0/24 is directly connected, 192.168.11.1
S
192.168.12.0/24 [1/0] via 192.168.0.2
C
192.168.0.0/30 is directly connected, 192.168.0.1
-----------------------------------------------------------------------------
C หมายถึง connected, S
หมายถึง static
ครับ
การดูค่า routing ที่
router B ให้ใช้คำสั่งดังนี้ :
site-B#show ip route
ก็จะมีค่าความหมายของตัวย่อต่าง ๆ
แสดงขึ้นมาหลายค่าเช่นกันครับ
แต่ในส่วนท้ายจะมีค่าแสดงดังนี้ :
-----------------------------------------------------------------------------
C
192.168.0.0/30
is directly connected, 192.168.0.2
S
192.168.12.0/24 is directly
connected, 192.168.12.1
C
192.168.11.0/24
[1/0] via 192.168.0.1
-----------------------------------------------------------------------------
C หมายถึง
connected, S หมายถึง static
ครับ
อธิบายเพิ่มเติม
ผมจะขออธิบายเฉพาะส่วนที่สำคัญเท่านั้นนะครับ
ซึ่งจากการคอนฟิกที่ผ่านมามีจุดที่เป็นหัวใจสำคัญอยู่จุดหนึ่ง
ขอให้ดูตัวอย่างการคอนฟิกที่เราเตอร์ A
ก่อนนะครับ
ถ้าเราดูรูปแล้วจะเห็นว่าเครือข่ายของ site-A
นั่นคือเครือข่ายแลน 192.168.11.0/24
มีความต้องการที่จะต้องติดต่อไปยังเครือข่ายแลน
192.168.12.0/24 ของ site-B วิธีการที่จะทำให้ติดต่อกันได้คือการทำ
ip route ซึ่งคำสั่งของ ip route
เป็นดังนี้ครับ
#ip route เครือข่ายปลายทางที่ต้องการติดต่อด้วย
ผ่านไปทางพอร์ตไหน
โดย "เครือข่ายปลายทางที่ต้องการติดต่อด้วย"
ก็ให้ระบุ ip
พร้อมกับ subnetmask
ของเครือข่ายนั้น ส่วน "ผ่านไปทางพอร์ตไหน"
ก็ให้ระบุ ip ของ
wan ฝั่งตรงข้ามครับ ดังนั้น
ที่เราเตอร์ A จึงได้เป็น :
site-A(config)#ip route 192.168.12.0 255.255.255.0
192.168.0.2
ส่วยที่เราเตอร์ B
ก็ใช้หลักการเดียวกันครับ
และเมื่อดูค่า routing
ด้วยการใช้คำสั่ง show ip route
แล้ว ค่าของเราเตอร์ A
จะเป็นดังที่กล่าวมา (ให้ย้อนกลับไปดูค่า
routing ของเราเตอร์ A)
ซึ่งทั้ง 3 บรรทัดมีความหมายดังนี้ครับ
:
บรรทัดที่ 1 หมายถึง เราเตอร์
A เชื่อมต่อโดยตรงกับเครือข่ายแลน
192.168.11.0/24 โดยเชื่อมต่อผ่านพอร์ต e0
บรรทัดที่ 2 หมายถึง เราเตอร์ A
เชื่อมต่อกับเครือข่ายแลนฝัง
site-B คือ192.168.12.0/24
โดยเชื่อมผ่านพอร์ต wan
ของฝั่งตรงข้าม ซึ่งค่า S
ข้างหน้าหมายถึง
เป็นการเชื่อมต่อผ่านการทำเราติ้งแบบ Static route
บรรทัดที่ 3 หมายถึง เราเตอร์ A
เชื่อมต่อโดยตรงกับเครือข่าย wan
192.168.0.0/30 โดยเชื่อมต่อผ่านพอร์ต
wan ของตัวเอง
กรณีที่ 2
การเชื่อมต่อแบบ Point to Point
โดยมีจำนวน Site
เป็น 2 sites ทำ Routing
แบบ RIP และ
encapsulation เป็น ppp
รูปแบบในการเชื่อมต่อเครือข่ายนั้น
ให้ใช้เหมือนกับรูปที่ 1 ทุกประการครับ
โดยการคอนฟิกในกรณีนี้จะเหมือนกับกรณี 1 ทุกอย่างยกเว้น
ไม่มีการใช้คำสั่ง ip route
แต่ให้เปลี่ยนไปใช้คำสั่ง router
และคำสั่ง network แทนเพื่อกำหนดให้
routing protocol
เป็น rip
การคอนฟิก
ที่ router A
ให้ทำการคอนฟิกดังต่อไปนี้ :
Router>
Router>ena
Password:
Router>conf t
Router(config)#hostname site-A
site-A(config)#int s0
site-A(config-if)#ip address 192.168.0.1 255.255.255.252
site-A(config-if)#bandwidth 128
site-A(config-if)#encapsulation ppp
site-A(config-if)#no shut
site-A(config-if)#exit
site-A(config)#int e0
site-A(config-if)#ip address 192.168.11.1 255.255.255.0
site-A(config-if)#no shut
site-A(config-if)#exit
site-A(config)#router rip
site-A(config-router)#network 192.168.0.0
255.255.255.252
site-A(config-router)#network 192.168.11.0 255.255.255.0
site-A(config-router)#exit
site-A(config)#exit
site-A#wr mem
ที่ router B
ให้ทำการคอนฟิกดังนี้ :
Router>
Router>ena
Password:
Router>conf t
Router(config)#hostname site-B
site-B(config)#int s0
site-B(config-if)#ip address 192.168.0.2 255.255.255.252
site-B(config-if)#bandwidth 128
site-B(config-if)#encapsulation ppp
site-B(config-if)#no shut
site-B(config-if)#exit
site-B(config)#int e0
site-B(config-if)#ip address 192.168.12.1 255.255.255.0
site-B(config-if)#no shut
site-B(config-if)#exit
site-B(config)#router rip
site-B(config-router)#network 192.168.0.0
255.255.255.252
site-B(config-router)#network 192.168.12.0
255.255.255.0
site-B(config-router)#exit
site-B(config)exit
site-B#wr mem
ถ้าการคอนฟิกและการเชื่อมต่อไม่มีปัญหาก็จะทำให้
site ทั้งสองสามารถติดต่อกันกันได้
การทดสอบก็สามารถทำได้ด้วยการใช้คำสั่ง ping
ครับ
การดูค่าของ routing
การดูค่า routing ที่
router A ให้ใช้คำสั่งดังนี้ :
site-A#show ip route
ก็จะมีค่าความหมายของตัวย่อต่าง ๆ
แสดงขึ้นมาหลายค่าครับ แต่ในส่วนท้ายจะมีค่าแสดงดังนี้
:
-----------------------------------------------------------------------------
C
192.168.11.0/24 is directly connected, 192.168.11.1
C
192.168.0.0/30 is directly connected, 192.168.0.1
R
192.168.12.0/24 [120/10] via 192.168.0.2, 00:00:33,
Serial0
-----------------------------------------------------------------------------
C หมายถึง connected, R
หมายถึง RIP ครับ
การดูค่า routing ที่
router B ให้ใช้คำสั่งดังนี้ :
site-B#show ip route
ก็จะมีค่าความหมายของตัวย่อต่าง ๆ
แสดงขึ้นมาหลายค่าเช่นกันครับ
แต่ในส่วนท้ายจะมีค่าแสดงดังนี้ :
-----------------------------------------------------------------------------
C
192.168.0.0/30
is directly connected, 192.168.0.2
C
192.168.12.0/24
is directly connected, 192.168.12.1
R
192.168.11.0/24 [120/10] via 192.168.0.1, 00:00:18,
Serial0
-----------------------------------------------------------------------------
C หมายถึง
connected, R หมายถึง RIP
ครับ
อธิบายเพิ่มเติม
ขออธิบายเฉพาะการทำเราติ้งแบบ rip
ของ site-A นะครับ
เช่นเดียวกันกับกรณีที่ 1 ครับ เครือข่ายแลนทาง
site-A คือเครือข่าย
192.168.11.0/24
จะมีความต้องการติดต่อไปยังเครือข่ายแลนคือเครือข่าย
192.168.12.0/24 ของ site-B
วิธีการที่จะให้ติดต่อได้ก็คือการทำ
routing ที่เราเตอร์ครับ
สำหรับกรณีนี้เลือกการทำ routing
แบบ rip ดังนั้นที่เราเตอร์
A จึงต้องใช้คำสั่งดังนี้ :
site-A(config)#router rip
หลังจากนั้นก็ให้ใช้คำสั่ง network
ซึ่งมีรูปแบบดังนี้ครับ :
#network เครือข่ายที่เชื่อมต่อติดกัน
โดย "เครือข่ายที่เชื่อมต่อติดกัน"
กับ site-A มี 2
เครือข่าย คือเครือข่าย
192.168.0.0/30 กับเครือข่าย 192.168.11.0/24
ดังนั้นการทำ routing
ที่เราเตอร์ A
จึงเป็นดังนี้ :
site-A(config)#router rip
site-A(config-router)#network 192.168.0.0
255.255.255.252
site-A(config-router)#network 192.168.11.0 255.255.255.0
หลังจากที่ทำการประกาศคำสั่งดังกล่าวแล้ว
เราเตอร์ทั้งสองจะมีการเรียนรู้กันเองว่า
เราเตอร์ที่ตัวเองติดต่ออยู่ด้วยมีการเชื่อมต่ออยู่กับเครือข่ายอะไรบ้าง
จึงทำให้เราเตอร์ทั้งสองมีข้อมูลเครือข่ายของทั้งที่ติดต่อโดยตรงกับตัวเอง
และเครือข่ายที่ติดต่ออยู่กับเราเตอร์อีกตัวได้
ซึ่งที่เราเตอร์ A จะมีค่า
routing เป็นดังนี้ :
-----------------------------------------------------------------------------
C
192.168.11.0/24 is directly connected, 192.168.11.1
C
192.168.0.0/30 is directly connected, 192.168.0.1
R
192.168.12.0/24 [120/10] via 192.168.0.2, 00:00:33,
Serial0
-----------------------------------------------------------------------------
บรรทัดที่ 1 หมายถึง เราเตอร์
A
เชื่อมต่อโดยตรงกับเครือข่ายแลนของตัวเองคือ
192.168.11.0/22 โดยเชื่อมต่อผ่าน e0
ของตัวเอง
บรรทัดที่ 2 หมายถึง เราเตอร์ A
เชื่อมต่อโดยตรงกับเครือข่าย wan
คือ 192.168.0.0/30 โดยเชื่อมต่อผ่าน s0
ของตัวเอง
บรรทัดที่ 3 หมายถึง เราเตอร์ A
เชื่อมต่อกับเครือข่ายแลนของ site-B
คือ 192.168.12.0/24 โดยเชื่อมต่อผ่าน
พอร์ต wan ฝั่งตรงข้าม
โดยการทำเราติ้งแบบ rip (R)
|
 |