|
ออกตัวไว้ก่อน จริงๆ
แล้วผมมีประสบการณ์ทาง VPN
ไม่มากนักนะครับ
แต่ที่มีอยู่นิดหน่อยคิดว่าอาจจะมีประโยชน์ต่อคนอื่นบ้าง
เลยได้เอามาทำเป็นบทความให้ได้พิจารณาดูกันครับ
แนะนำ
VPN
Virtual Private Network
หมายถึงการนำเอาทราฟฟิกข้อมูลของเครือข่ายที่เป็น
Private ไปขนส่งบนเครือข่ายสาธารณะ (Public
Network)
ในลักษณะที่มีระบบป้องกันความปลอดภัยมากขึ้นด้วยการเข้ารหัสข้อมูลก่อนที่จะส่งไปเน็ตเวิร์กทุกครั้ง
และที่ปลายทางก็จะถอดรหัสก่อนนำข้อมูลไปใช้งาน เนื่องจากข้อมูลที่ส่งผ่านไปในเครือข่ายสาธารณะเป็นข้อมูลที่ถูกห่อหุ้มด้วยการเข้ารหัสอีกชั้นหนึ่งเพราะฉะนั้นเรามักเรียกการเชื่อมต่อผ่าน
VPN ว่าการสร้าง Tunneling
ตัวอย่างรูปแบบการใช้งาน
รูปแบบที่ 1 การใช้งานแบบ
Private-Public-Private
มีหลายองค์กรที่ได้ใช้งานเครือข่ายอินเตอร์เน็ตมากกว่าหนึ่ง
Site (สาขา)
นั่นก็หมายถึงว่าแต่ละสาขาสามารถใช้งานหรือออกไปสู่เครือข่ายอินเตอร์เน็ต
และแต่ละสาขาก็สามารถติดต่อสื่อสารระหว่างสาขาถึงกันได้
แต่ข้อมูลที่รับส่งกันได้ระหว่างสาขานั้นไม่มีความปลอดภัยเพราะเครือข่ายอินเตอร์เน็ตไม่ได้เป็นเส้นทางขนส่งข้อมูลเฉพาะส่วนตัวหรือเฉพาะส่วนหน่วยงานของเราเอง
(Private Network) ฉะนั้นจึงได้มีการทำระบบ
VPN
ขึ้นเพื่อปกป้องข้อมูลให้มีความปลอดภัยมากขึ้นดังตัวอย่างรูปที่ 1

รูปที่ 1
จากรูปที่ 1
เป็นตัวอย่างของการใช้งานเครือข่ายอินเตอร์เน็ตจำนวน 2 สาขา
โดยสองสาขานี้ต้องการที่จะรับส่งข้อมูลถึงกันให้มีความปลอดภัย
ด้วยการสร้างท่อข้อมูลพิเศษ (Tunnel)
ไปบนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต
เพื่อไม่ให้ผู้อื่นที่ไม่เกี่ยวข้องมาล่วงรู้ข้อมูลที่รับส่งกันได้
ต้องทำ
VPN
ที่อุปกรณ์ตัวไหน
จากรูปที่ 1 สามารถจะพิจารณาได้ว่าการทำ VPN
จะต้องทำที่ตัว Router
นั่นคือเราเตอร์ทั้งสองจะต้องสร้าง tunnel
ถึงกัน แต่ถ้าเราเตอร์ที่ใช้งานไม่สามารถทำ VPN
ได้ก็อาจจะต้องซื้ออุปกรณ์ VPN
มาเพิ่มดังรูปที่ 2

รูปที่ 2
ที่เครื่อง Client ต้องติดตั้งโปรแกรมเพิ่มเติมหรือไม่
การใช้งาน VPN ของเครื่อง
Client มี 2 รูปแบบคือ
1. การใช้งานผ่านโปรแกรม VPN Client
ซึ่งต้องมีการติดตั้งโปรแกรม
VPN Client เพิ่มเติมที่เครื่อง
Client ด้วย
ซึ่งปกติโปรแกรม VPN Client จะมีมาแล้วกับ
Windows OS แต่ต้องมีการเซ็ตเพิ่มเติม
ซึ่งโปรแกรม VPN Client
ที่นิยมกันจะมี 2 แบบ คือแบบ PPTP กับ
IPSec
ถ้าผมเข้าใจไม่ผิดรู้สึกว่า VPN Client
ที่มากับ Windows OS จะเป็นแบบ
PPTP นะครับ ซึ่งเขาว่ากันว่าแบบ
PPTP จะปลอดภัยกน้อยกว่าแบบ
IPSec ครับ
จะเลือกใช้แบบไหนก็ต้องให้สัมพันธ์กับเครื่อง VPN
Server ด้วยนะครับ การใช้งานแบบนี้มีข้อดีคือ
Tunnel จะถูกสร้างตั้งแต่เครื่อง
Client เลย (มีความปลอดภัยกว่า)
แต่ก็มีข้อเสียคือต้องมีขั้นตอนในการสร้างการเชื่อมต่อก่อนจะใช้งานทุกครั้ง
2. การใช้งานโดยไม่ต้องมีการติดตั้งโปรแกรม
VPN Client อาจจะเรียกว่าแบบ
Transparent
แบบนี้จะมีข้อดีคือไม่ต้องมีความยุ่งยากในการสร้างการเชื่อมต่อตั้งแต่เครื่อง
Client นั่นคือ Tunnel
จะถูกสร้างตั้งตำแหน่งของ VPN Device
เป็นต้นไป
หมายเหตุ สำหรับในตัวอย่างของบทความนี้ เครื่อง
Client จะใช้เป็นแบบที่มีการติดตั้งโปรแกรม
VPN Client เพราะการใช้งานกับ
Windows VPN Server ต้องใช้ผ่าน
VPN Client (ผมไม่ทราบนะครับว่าจะใช้เป็นแบบไม่มี
VPN Client ได้หรือเปล่า)
การทำ
VPN
โดยใช้ Windows Server
เราสามารถใช้ Windows Server
มาประยุกต์ใช้งานทำเป็น VPN Sever
ได้ นั่นคือจากรูปที่ 2 เราสามารถจะแทน VPN
Device ด้วย Windows Server
ซึ่งจากที่ผมประสบมาพบว่า Windows 2000 Server
และ Windows 2003 Server สามารถทำเป็น
VPN Server ได้
ฉะนั้นก็จะได้เป็นอีกรูปแบบดังรูปที่ 3

รูปที่ 3
วิธีการทำ
VPN จากรูปที่ 3
จากรูปที่ 3 กำหนดให้ IP ของ
LAN A และ LAN B
เป็น Private IP
ฉะนั้นการที่จะให้เครือข่ายทั้งสองสาขานี้ใช้งานอินเตอร์เน็ตได้ก็ต้องมีการทำ
NAT ซึ่งสามารถทำได้ที่
VPN Server (Windows 2000 Server และ
Windows 2003 Server สามารถทำ NAT
ได้)
ส่วนการใช้งานในรูปแบบของ VPN นั่นคือถ้า
LAN A ต้องการติดต่อไปยัง
LAN B เครื่อง Client
ที่ LAN A จะต้องสร้างการเชื่อมต่อ
(Connection) ไปยัง VPN
Server B
ซึ่งขั้นตอนการสร้างการเชื่อมต่อจะมีการถามยูสเซอร์เนมและพาสเวอร์ด
ซึ่งถ้าถูกต้อง ตัว VPN Server B
ก็จะจ่าย IP (IP ที่อยู่ในกลุ่มของ
LAN B) มาให้ พร้อมกับการสร้าง
Tunnel ระหว่าง LAN A
กับ VPN Server B
ทำให้เครื่องในกลุ่มของ LAN A มี
IP Address อยู่ในกลุ่มเดียวกันกับ
LAN B จึงสามารถติดต่อรับส่งข้อมูลกับ
LAN B ได้
ส่วนการใช้งานจาก LAN B มายัง
LAN A ก็เป็นแบบเดียวกันกับที่กล่าวมา
มีข้อแม้อยู่ว่า LAN A
จะสามารถสร้างการเชื่อมต่อ (VPN Connection)
ไปยัง VPN Server B
ได้ก็ต่อเมื่อเครื่องใน LAN A สามารถ
ping (ในกรณีที่ไม่มีการบล็อคการ
ping) ไปหา Public port
ของ VPN Server B ได้ ซึ่งจากรูปที่
3 จะเห็นว่า ทั้ง LAN A และ
LAN B สามารถจะ ping
ไปยัง Public ของ
VPN Server ฝั่งตรงข้ามได้เพราะได้มีการทำ
NAT เอาไว้
สำหรับการทำ VPN บน VPN
Server นั้น ตัว VPN Server
จะต้องมีการ์ดแลน 2 การ์ด คือเป็น Public
และ Private ซึ่งตัวอย่างการทำ
VPN บน Windows 2003
Server สามารถดูได้จาก
http://www.itwizard.info/technology/windows/vpn_on_win_2003_server.html
(อาจจะไม่ตรงประเด็นเสียทีเดียวแต่ก็ใคร่เคียงครับ)
การจ่ายค่า IP Address ให้กับ
VPN Client ของ VPN
Server
ในขั้นตอนของการทำ
VPN บน Windows Server
จะมีอยู่ขั้นตอนหนึ่งที่มีการถามถึงช่วง IP
ที่จะจ่ายให้เครื่อง Client สำหรับ
VPN Server B จะต้องจ่าย
IP Address ที่อยู่ในกลุ่มของ LAN B
ให้กับ VPN Clinet ที่มาจาก
LAN A และ VPN Server A
ก็ต้องจ่าย IP Adress
ที่อยู่ในกลุ่มของ LAN A ให้กับ
VPN Client ที่มาจาก LAN
B
รูปแบบที่ 2 การใช้งานแบบ
Public-to-Private
จากรูปแบบที่ 1 จะเห็นว่า
ในกรณีที่เครื่อง VPN Client
อยู่ในตำแหน่งของเครือข่าย Internet
และต้องการจะเข้าไปติดต่อกับเครือข่าย Private
ดังรูปที่ 4
ก็แน่นอนอยู่แล้วว่าสามารถทำได้ด้วยวิธีการของ VPN
ซึ่งลักษณะการใช้งานแบบนี้จะเหมาะสำหรับ
Cient ที่มีการเดินทางไปไหนบ่อย ๆ
ซึ่งเมื่อสามารถเชื่อมต่อกับเครือข่าย Internet
ได้แล้ว
ก็สามารถที่จะเชื่อมเข้าสู่เครือข่ายที่เป็นหน่วยงานของตัวเองได้
(Private) โดยผ่าน
VPN
ซึ่งอาจจะเรียกการใช้งานแบบนี้ว่าเป็นแบบ Remote User

รูปที่ 4
ตัวอย่างการเซ็ต
VPN Client บน
Windows XP
ดูตัวอย่างได้ที่
ที่นี่
|